โพสต์ "มองรอบด้านเชื้อเพลิงผลิตไฟฟ้า “ความมั่นคง-ราคา-รักษาสิ่งแวดล้อม”" จาก Energynewscenter วันที่ 4 เมษายน 2562 เน้นย้ำว่าไฟฟ้าเป็นปัจจัยสำคัญต่อการพัฒนาประเทศ รัฐบาลจึงให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการไฟฟ้า โดยต้องพิจารณาเชื้อเพลิงแต่ละชนิดอย่างรอบด้าน ทั้งด้านเศรษฐศาสตร์ สิ่งแวดล้อม ความมั่นคงทางพลังงาน และเทคโนโลยี เพื่อให้ประชาชนมีไฟฟ้าใช้อย่างเพียงพอและมีคุณภาพ
ปัจจุบัน ก๊าซธรรมชาติ ถ่านหิน และนิวเคลียร์ รวมถึงชีวมวลและขยะ เป็นเชื้อเพลิงหลักที่หลายประเทศเลือกใช้ เพราะสามารถเดินเครื่องผลิตไฟฟ้าได้ตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อตอบสนองความต้องการใช้ไฟฟ้าที่ต่อเนื่อง ตัวอย่างเช่น ประเทศเยอรมนี แม้มีกำลังผลิตติดตั้งจากพลังงานหมุนเวียนสูงถึง 53.3% แต่เชื้อเพลิงหลักในการผลิตจริงยังคงเป็นก๊าซธรรมชาติ ถ่านหิน นิวเคลียร์ น้ำมัน และชีวมวล ซึ่งรวมกันคิดเป็น 67.8% ของการผลิตทั้งหมดในปี 2561
พลังงานหมุนเวียน เช่น แสงอาทิตย์และลม มีต้นทุนลดลงและเทคโนโลยีก้าวหน้า แต่การผลิตขึ้นอยู่กับสภาพอากาศ ทำให้ไม่สามารถเป็นเชื้อเพลิงหลักได้หากไม่มีแบตเตอรี่กักเก็บพลังงาน ซึ่งยังมีต้นทุนสูง การเลือกที่ตั้งโรงไฟฟ้าจึงสำคัญ ต้องคำนึงถึงความสะดวกในการขนส่งเชื้อเพลิง การเข้าถึงแหล่งน้ำ และระบบส่งไฟฟ้า รวมถึงผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและชุมชน
ประเด็นสิ่งแวดล้อมเป็นเรื่องสำคัญ การลดการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์เป็นแนวทางหลัก แม้เชื้อเพลิงฟอสซิลจะมีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมสูงกว่า แต่มีราคาถูกและมั่นคง เทคโนโลยีสมัยใหม่ เช่น โรงไฟฟ้าถ่านหินแบบ Ultra Supercritical (USC) ในญี่ปุ่น สามารถผลิตไฟฟ้าได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงและปล่อยมลสารต่ำกว่ามาตรฐานสากล นอกจากนี้ การจัดการขยะเพื่อผลิตไฟฟ้าและการกำจัดแผงโซลาร์เซลล์ที่หมดอายุอย่างถูกวิธีก็เป็นสิ่งจำเป็นที่ต้องมีกฎหมายและมาตรการควบคุมที่ชัดเจน
การบริหารจัดการเชื้อเพลิงอย่างสมดุล ทั้งในมิติเศรษฐศาสตร์ วิศวกรรม และสิ่งแวดล้อม ภายใต้บริบทของประเทศ จึงเป็นโจทย์สำคัญในการพัฒนาประเทศให้สอดรับกับการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ ดึงดูดการลงทุน และสร้างความอยู่ดีมีสุขของประชาชน ด้วยค่าไฟฟ้าที่เหมาะสมและการผลิตพลังงานที่ไม่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพ รายละเอียดเต็มอยู่ในไฟล์แนบ