พ.อ.ดร.เศรษฐพงค์ มะลิสุวรรณ ผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีดิจิทัล และอดีตรองประธานกรรมการ กสทช. กล่าวถึงสถานการณ์อุตสาหกรรมพลังงานระดับโลกว่าเป็นอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ที่สุดที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิต แต่การใช้พลังงานส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม องค์การอนามัยโลก (WHO) รายงานว่ามีผู้เสียชีวิตจากมลพิษทางอากาศกว่า 5 ล้านคนต่อปี ทำให้ทั่วโลกมุ่งหาวิธีใช้พลังงานรูปแบบใหม่เพื่อลดมลภาวะ
บริษัทดิจิทัลยักษ์ใหญ่ระดับโลกหลายแห่งกำลังผลักดันเรื่องนี้ เช่น ซัมซุงมีนโยบายใช้ไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ 100% ภายในปี 2020 โดยจะเปลี่ยนสำนักงานใหญ่ Digital City ในเกาหลีใต้เป็นดินแดนพลังงานแสงอาทิตย์ และติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์ขนาด 42,000 ตารางเมตร แอปเปิลก็ใช้พลังงานทดแทน 100% ในสำนักงาน ร้านค้า ศูนย์ข้อมูล และสถานที่ทำงานทุกแห่งทั่วโลกแล้ว
พ.อ.ดร.เศรษฐพงค์ ยกตัวอย่างสิงคโปร์ที่มีแนวคิดติดตั้งไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ แม้จะมีพื้นที่จำกัดเพียง 278 ตารางไมล์ และส่วนใหญ่เป็นพื้นที่เมือง แต่คณะกรรมการตลาดพลังงานแห่งสิงคโปร์ (EMA) ตั้งเป้าผลิตไฟฟ้าเพียงพอต่อการใช้งานที่พักอาศัยภายในปี 2020
บริษัทสตาร์ทอัพ Sunseap เป็นผู้ดำเนินการหลักในสิงคโปร์ โดยเช่าพื้นที่บนหลังคาเพื่อติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์ ผลิตกระแสไฟฟ้าประมาณ 100 เมกะวัตต์ต่อวัน และขายพลังงานให้กับบริษัทที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อม เช่น แอปเปิลและไมโครซอฟท์ แอปเปิลในสิงคโปร์ใช้แหล่งพลังงานจาก Sunseap และแผงโซลาร์เซลล์บนอาคารของตนเอง ส่วนไมโครซอฟท์ตกลงซื้อพลังงานจาก Sunseap เป็นระยะเวลา 20 ปี สำหรับศูนย์ข้อมูลท้องถิ่น
เนื่องจากข้อจำกัดด้านพื้นที่ รัฐบาลสิงคโปร์จึงใช้ประโยชน์จากอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ 17 แห่งสำหรับติดตั้งแพลตฟอร์มพลังงานแสงอาทิตย์ลอยน้ำ ซึ่งมีประสิทธิภาพดีกว่าระบบที่ติดตั้งบนหลังคาประมาณ 5-15% EMA ยังช่วยอำนวยความสะดวกให้บริษัทและผู้บริโภคลงทุนในพลังงานแสงอาทิตย์ รวมถึงการขายพลังงานส่วนเกินและรูปแบบธุรกิจใหม่ เช่น การเช่าซื้อพลังงานแสงอาทิตย์
พ.อ.ดร.เศรษฐพงค์ ทิ้งท้ายว่า การกำหนดนโยบายจากภาครัฐและหน่วยงานกำกับดูแลด้านพลังงานของแต่ละประเทศต้องฝ่าด่านการเมืองและอุตสาหกรรมพลังงาน ซึ่งประเทศที่สามารถฝ่าด่านได้อย่างมีประสิทธิภาพเพื่อประชาชนอย่างแท้จริง จะมีความเจริญก้าวหน้าทางด้านอุตสาหกรรมพลังงานรูปแบบใหม่และสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันในระบบเศรษฐกิจใหม่ได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน