การประชุมคณะกรรมการกำกับแผนปฏิบัติการป้องกัน แก้ไข และติดตามตรวจสอบผลกระทบสิ่งแวดล้อมโครงการท่าเรือขนถ่ายถ่านหิน บริษัท บีแอลซีพี เพาเวอร์ จำกัด ครั้งที่ 61-4/2559 จัดขึ้นเมื่อวันศุกร์ที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2559 ณ ห้องประชุม 204 สำนักงานท่าเรือนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด จังหวัดระยอง โดยมีคุณวิฑูรย์ อยู่ทิม รองผู้ว่าการ (สายงานปฏิบัติการ 3) การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย เป็นประธาน ที่ประชุมรับทราบและรับรองรายงานการประชุมครั้งที่ 60-3/2559 และรับทราบการปรับปรุงองค์ประกอบและอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการฯ ซึ่งรวมถึงการกำกับดูแลโครงการให้ปฏิบัติตามมาตรการสิ่งแวดล้อมและจัดประชุมทุก 3 เดือน
บริษัท บีแอลซีพี เพาเวอร์ จำกัด ได้สรุปภาพรวมโครงการโรงไฟฟ้า ซึ่งเป็นโรงไฟฟ้าพลังงานถ่านหินกำลังการผลิตรวม 1,434 เมกะวัตต์ ตั้งอยู่ในเขตท่าเรืออุตสาหกรรมมาบตาพุด และเริ่มผลิตกระแสไฟฟ้าตั้งแต่ปี พ.ศ. 2549 โดยใช้ถ่านหิน Bituminous จากออสเตรเลีย โครงการได้ติดตั้งอุปกรณ์ดักจับมลพิษ เช่น เครื่องดักจับฝุ่นระบบไฟฟ้าสถิตย์ (ESP) และระบบดักจับก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ (FGD) เพื่อควบคุมผลกระทบสิ่งแวดล้อม และมีการติดตามตรวจสอบคุณภาพสิ่งแวดล้อมตามรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) อย่างต่อเนื่อง
ผลการติดตามตรวจสอบคุณภาพสิ่งแวดล้อมในเดือนตุลาคม พ.ศ. 2559 พบว่าปริมาณสารเจือปนในอากาศที่ระบายออกจากปล่องของโรงไฟฟ้าทั้ง 2 หน่วยผลิต, คุณภาพอากาศในบรรยากาศโดยทั่วไปใน 6 สถานี, ระดับเสียงโดยทั่วไปบริเวณโรงไฟฟ้าและวัดตากวน, คุณภาพน้ำทิ้งจากระบบบำบัดน้ำเสีย, คุณภาพน้ำที่ระบายออกบริเวณคลองระบายน้ำหล่อเย็น, อุณหภูมิน้ำทะเลในรัศมี 500 เมตร และคุณภาพน้ำทะเลโดยรอบอ่าวมาบตาพุด ทุกดัชนีมีค่าเป็นไปตามเกณฑ์ที่กำหนดในรายงาน EIA และมาตรฐานตามประกาศกระทรวงอุตสาหกรรมและประกาศคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ
ด้านการดำเนินงานโรงไฟฟ้าและท่าเรือขนถ่ายถ่านหินในช่วงเดือนกันยายนถึงพฤศจิกายน พ.ศ. 2559 มีการเทียบท่าเรือบรรทุกถ่านหินรวม 1,328,545 ตัน โดยมีปริมาณกำมะถันในถ่านหินเฉลี่ย 0.41% และสูงสุด 0.51% ซึ่งยังคงอยู่ภายใต้ข้อกำหนด EIA การผลิตกระแสไฟฟ้าสุทธิรวม 1,462,569 MWh-net สำหรับหน่วยผลิตที่ 1 และ 1,464,077 MWh-net สำหรับหน่วยผลิตที่ 2 มีการส่งออกเถ้าลอยรวม 153,441.97 ตัน และเถ้าหนัก 18,600.64 ตัน นอกจากนี้ มีการจัดการของเสียอันตรายรวม 37.3 ตัน และของเสียไม่อันตรายอื่นๆ 235 ตัน ในช่วงเวลาเดียวกัน
โครงการได้ปฏิบัติตามมาตรการลดผลกระทบสิ่งแวดล้อมอย่างครบถ้วน เช่น การติดตั้งหัวฉีดพ่นน้ำและแผ่นสแลนเพื่อป้องกันฝุ่น การซ่อมบำรุงเครื่องจักรเพื่อลดเสียง การจัดการน้ำเสียและของเสียอย่างเป็นระบบ การควบคุมอุณหภูมิและคุณภาพน้ำทะเล และการจำกัดความเร็วรถบรรทุก นอกจากนี้ ยังมีกิจกรรมความรับผิดชอบต่อสังคม (CSR) อย่างต่อเนื่อง เช่น การเปิดให้เยี่ยมชมโรงไฟฟ้าซึ่งมีผู้เข้าเยี่ยมชมรวม 2,243 คนในช่วง ก.ย.-ธ.ค. 2559 กิจกรรมสร้างอาชีพและรายได้แก่ชุมชน เช่น โครงการเกษตรอินทรีย์ และการนำส่งภาษีคืนท้องถิ่น รวมถึงกิจกรรมพัฒนาสังคมและสิ่งแวดล้อมต่างๆ เช่น กิจกรรมจิตอาสา การสนับสนุนกีฬา และหน่วยแพทย์เคลื่อนที่ โดยการประชุมคณะกรรมการกำกับฯ ครั้งต่อไปกำหนดจัดขึ้นในเดือนมีนาคม พ.ศ. 2560